สนับสนุนเว็บ

ผู้เขียน หัวข้อ: เทศน์ธรรมของเก่า  (อ่าน 2411 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Permalink: เทศน์ธรรมของเก่า

31/ก.ค./10 หัวข้อไอดี: 10278 | ลิ้งค์หัวข้อ: /topic/10278

ออฟไลน์ นา€หัวครก

  • ออฟไลน์
  • 2130
    7
    7075



  • Adviser
  • ***
  • สมัครสมาชิกเมื่อ 20/06/2010
    YearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYears
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้ : 2130
  • Like Post : 7075
  • Peny : 7
  • 4819

    • ดูรายละเอียด


  • เข้าใช้งานล่าสุดเมื่อ 04/ส.ค./19


                                                         ๘๓. เทศน์ธรรมของเก่า
                                              แสดง ณ วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่
                                                               จังหวัดหนองคาย

                                                  วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๔

                เอาละ  พากันฟังเทศน์ต่อไป  อาตมาจะอธิบายธรรมให้ฟังที่ตั้งใจพากันมาศึกษาธรรมอันนี้ได้ชื่อว่ามาอบรมธรรม  การมาเที่ยวเรียกว่าไม่ไร้ประโยชน์  ในการที่ได้มาฟังเทศน์ฟังธรรมอบรมธรรม  ดีกว่าที่เขาพากันเที่ยวเฮฮาไม่มีการฟังเทศน์ฟังธรรมนั่นเสียอีก  อาตมาเทศน์ก็ไม่มีอะไรหรอกที่จะเทศน์ให้ญาติโยมฟัง  ขอให้ตั้งใจให้เข้าใจว่าการเทศน์คือของเก่า  เทศน์เรื่องเก่า  แต่ไหนแต่ไรมาพระพุทธเจ้าท่านก็เทศน์แล้ว ๒๐๐๐ กว่าปีที่ท่านเทศน์ไว้  ครูบาอาจารย์นักธรรมกถึกทั้งหลายก็เทศน์ของเก่านั่นแหละ เรื่องเก่านั่นแหละไม่เอาเรื่องใหม่มาเทศน์หรอก ถึงญาติโยมผู้ฟังก็คนเก่าฟังของเก่าอยู่ร่ำไป   ให้คิดดูว่าเริ่มธรรมเทศนานโมก็ตั้ง ๓ จบอารัมภบทขึ้นแล้วก็บรรยายไป การบรรยายไปนั้นก็บรรยายถึงเรื่องศีลสมาธิปัญญา ใครอธิบายที่ไหนๆ ก็ลงศีลสมาธิปัญญานั่นแหละรวมลงนั้น  สำหรับโยมที่มาฟังธรรมก็คนเก่านั่นแหละมาฟัง  กายวาจาใจก็ของเก่านั้นเอามาฟังเทศน์ อาตมาจึงว่าเทศน์ของเก่าเรื่องของเก่าผู้ฟังก็คนเก่าไม่ใช่คนใหม่  แล้วจะให้เทศน์อะไรอีก ไม่มีเรื่องเทศน์นอกจากของเก่า  เทศน์ของเก่าไม่รู้แล้วรู้รอดไปสักที  ทำไมจึงเทศน์อย่างนั้นเล่า เพราะเหตุที่ไม่เข้าใจธรรมะคำสั่งสอนที่พระพุทธองค์เทศน์นั้นไม่เข้าใจ  ฟังทีหนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง  ฟังอีกทีหนึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง  ก็เพราะเหตุที่เราไม่จดจำนั่นเอง  ถ้าเราจดจำแล้วไม่ผิดไปจากของเก่าไปไหน  กายวาจาใจของเก่า  ศีลสมาธิปัญญาของเก่า  คนผู้เทศน์ก็คนเก่าผู้มาฟังเทศน์ก็ผู้เก่าตลอดเวลาตั้งแต่วันเกิดจนวันตาย  ไปฟังที่ไหนก็เอาของเก่านี่แหละไปฟัง   พระพุทธเจ้าท่านเทศนาถึงเรื่อง ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ ก็ของเก่า แต่ทำไมเราจึงไม่พิจารณาตามคำสอนของพระพุทธเจ้า   ถ้าเราพิจารณาลงตรงนี้แล้วจะเห็นว่าพระองค์ไม่เทศน์นอกจากนี้หรอก  คือธาตุ ๔ ได้แก่  ดิน น้ำ  ไฟ  ลม  ตายแล้วก็เป็นดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  เกิดมาเอาดิน น้ำ ไฟ ลม  มาเกิดของเก่าอันนี้เรียกว่าธาตุ ๔  ขันธ์ห้าก็เทศน์ของเก่า รูป  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  ก็อยู่ในตัวเรานี่แหละไม่ใช่อื่นไกล  อายตนะ ๖ ภายนอก ๖ ภายใน ๖  คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอายตนะภายใน  ภายนอกก็  รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะธรรมารมณ์ นั่นแหละเป็นอายตนะภายนอก ก็ตัวของเรานี่เองไม่ใช่อื่นไกลอะไร  รูปนาม  ถ้ามีรูปกับนามตัวนี้แล้วสำเร็จประโยชน์ทุกสิ่งทุกประการทำอะไรทุกสิ่งสำเร็จหมด ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ รวมลงเรียกว่ารูปนาม  รูปคือสิ่งที่ปรากฏคือตัวของเรานี่แหละเรียกว่ารูป  นามนั้นคือสิ่งที่ไม่ปรากฏได้แก่เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ที่ไม่ปรากฏแก่สายตาของคนเรียกว่านาม  ถ้าหากได้รูปกับนามแล้วคนจะทำบาปคราวนี้  ก็ไม่ใช่อื่นไกลเอารูปนามนี้แหละไปทำฆ่าสัตว์  จิตคือนามคิดจะฆ่า  ก็เอากายได้แก่รูปไปฆ่าสัตว์  จิตคิดจะลัก  ก็จิตอันนี้แหละ  เอากายไปลักของเขามานั่นก็เรียกว่ารูปคิดประพฤติผิดมิจฉาจาร  คิดจะโกหกคิดจะพูดเท็จก็เอาจิตนี้แหละคิดแล้วก็พูดออกมาด้วยวาจา  คือเอากายนี่พูด  ดื่มสุราเมรัยเครื่องมึนเมาต่างๆ ก็มีจิตคิดจะดื่ม แล้วจึงค่อยเอากายนี่ดื่ม  ก็ไม่หนีจากกายกับใจ  กายกับใจอันนี้ทำได้ทุกอย่าง  ทำบาปนอกเหนือจากศีลห้ายังหลายอย่างหลายเรื่อง  ซึ่งจะทำให้เกิดบาปขึ้นมา  บุญกุศลก็เกิดจากอันนี้คิดจะทำบุญ  อย่างคิดจะมาในที่นี้แหละคิดแต่เบื้องต้น  ถ้าคิดเฉยๆ ไม่มามันก็ไม่เป็นบุญ  อันนี้เอากายนี่แหละคือเอารูป    อันนี้แหละ มาจึงค่อยมาถึงในที่นี้  มาถึงแล้วก็ได้ฟังธรรม  ฟังธรรมคือเอาหูของเรานั่นฟังแล้วก็ซาบซึ้งเข้าไปในใจ  ใจนั้นก็เกิดปิติปลื้มปิติอิ่มอกอิ่มใจก็ใจนั่นแหละ  หูคือรูปฟังเทศน์แล้วก็ซึมซาบเข้าไปถึงใจ  คือรูปกับนามนั่นแหละ จึงเป็นบุญเป็นกุศล คราวนี้คิดจะทำบุญสิ่งอื่น  อย่างบุญเราบวชนาคก็ดีหรือกองกฐินอัฎฐบริขารอะไรต่างๆ เราคิดจะทำ  ก็ใจตรงนั้นแหละ  แล้วก็ไปแสวงหามาให้ได้ครบครันบริบูรณ์ อันนั้นก็ตัวกายเรียกว่ารูปกับนามเหมือนกัน ถ้ามีแต่รูปอย่างเดียวไม่มีนามเขาเรียกคนตาย ถ้ามีแต่นามอันเดียวไม่มีรูปก็ไม่สำเร็จ ทำบาปทำบุญไม่สำเร็จอะไรเลยนี่ของเก่าจึงเรียกของเก่า  ใช้ไปเถิดใช้ไปเท่าไรก็ใช้ไปเถิดไม่หมดไม่สิ้นสักทีถ้าหากมันไม่ตายเมื่อไร เหมือนกับคนเรียนหนังสือเรียนอักขระพยัญชนะให้ได้เสียก่อน  พยัญชนะ ๔๔ ตัวตั้งแต่ ก ข เป็นต้นไป สระมี ๘ ตัวตั้งแต่ อะอา อิอี เป็นต้น อันนั้นเรียกว่าสระ  ถ้าไม่มีสระมีแต่พยัญชนะก็ไม่ออก  เหมือนกับมีแต่กายไม่มีใจคือคนตาย  ถ้ามีแต่สระคือมีแต่ อะอา อิอี อุอู เอโอ เท่านั้นแหละพูดอะไรไม่ได้เลย  มีแต่เสียงตัว อ ตัวเดียว ก็คือมีแต่จิต  ไม่สามารถที่จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ได้  เมื่อมีสระพยัญชนะผสมกันเข้าแล้วคราวนี้ได้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง  จะพูดอะไรจะทำอะไรๆ ได้หมด  จะเขียนอะไรก็ได้   อันนี้เรียนต้นเรียนเบื้องต้นคือเรียนอักขระพยัญชนะ

                เรียนธรรมะก็คือเรียนต้นเสียก่อน เรียนกายกับใจเสียก่อน ถ้าไม่เห็นกายไม่เห็นนามก็ไม่ทราบจะไปปฏิบัติตรงไหน  ถ้าไม่เห็นกายไม่เห็นใจ ถึงเห็นแต่มันไม่รู้ เห็นกับรู้ต่างกัน เห็นนั้นคือเห็นด้วยตา รู้นั้นคือรู้ด้วยใจ ต้องเห็นแล้วต้องรู้ ใจเป็นของไม่มีตัวต้องรู้ เห็นนั้นคือเห็นด้วยตา รูปอันนี้เป็นของมีเห็น ด้วยตา ส่วนใจต้องเห็นด้วยความรู้ ต้องเห็นของเหล่านี้เสียก่อน จึงจะปฏิบัติถูก เดี๋ยวนี้เราเห็นแต่รูป ตาเห็นรูปทุกคนแหละอยู่เดี๋ยวนี้แหละเห็นแต่รูปไม่ทราบว่าจะปฏิบัติตรงไหม  ศาสนานี้ต้องสอนรูปกับนามจึงจะสอนถูก ถ้ามีรูปกับนามแล้วก็สอนศาสนาถูกปฏิบัติถูก  ถ้าไม่เห็นรูปเห็นนามมันก็สอนไม่ถูกปฏิบัติก็ไม่ถูก  ให้เข้าใจอย่างนี้ศาสนาให้เข้าใจอย่างนี้  ฟังเทศน์ไม่ได้ความฟังเทศน์ไม่รู้เรื่องจับถ้อยคำไม่ได้   ที่อธิบายไปยืดยาวจับหลักไม่ได้ฟังไปเท่าไรก็ฟังไปเถิดจับหลักไม่ได้ก็ปฏิบัติไม่ถูกอยู่นั่นแหละ ถ้าปฏิบัติถูกอย่างอธิบายมาเบื้องต้นที่เรียกว่าของเก่า จับเอาของเก่านี่แหละมาปฏิบัติที่ตัวของเรา คือ เอาจิตไปตั้งอยู่ที่กายนั่นแหละไม่ต้องออกนอกจากกายเอาจิตนั่นแหละไปตั้งไว้ที่ลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้าออกก็คือที่ปลายจมูกนั่นแหละ อย่าให้หนีจากนั้นเลย จิตเราตั้งมั่นอยู่ตรงนั้นให้รู้สึกว่าลมหายใจเข้าหายใจออก กำหนดรู้อยู่เท่านั้นแหละ  ความรู้อันที่ว่าลมมีอยู่ที่ปลายจมูกนั่นแหละ   ให้จิตแน่วแน่อยู่ที่นั่น  กายก็ตั้งมั่น  ใจก็แน่วแน่  มันก็ถูกสมาธิภาวนาเท่านั้นเอง

                พระพุทธเจ้าท่านสอนถึงเรื่องกัมมัฏฐาน  ไม่ได้สอนถึงเรื่องอื่นอย่างอธิบายมานี่แหละ   พระพุทธเจ้าท่านเทศนานั้นเทศนากายกับใจ  ท่านสอนเรื่องกัมมัฐฐานไม่ได้สอนอื่นไกลสอนเท่าไรก็เอาเถอะสอนไปต้องรวมเข้ามาในนี้  เมื่อรวมถูกกายกับใจ  เมื่อสอนเข้ามากายกับใจแล้วเรียกว่า สอนกัมมัฏฐาน  คนเข้าใจแต่ว่าพระกัมมัฏฐาน  ไม่ใช่  อันนั้นท่านเที่ยววิเวกต่างหากท่านแสวงหาความวิเวกสงบเพื่ออบรมจิตใจของเก่านั่นแหละ  อบรมจิตใจของเก่าอันนั้นให้แน่วแน่  เราอยู่บ้านอยู่ช่องหรือฆราวาสเราไม่ได้เที่ยวป่าเที่ยวรุกขมูล  เราก็ทำกัมมัฏฐานได้อย่างเดียวกัน  ปฏิบัติศาสนานี้เรียกว่าปฏิบัติกัมมัฏฐานทั้งนั้น   เราไม่มีกลดเราไม่มีบาตรเราเป็นฆราวาสอยู่ก็ปฏิบัติตามนี้แหละ  กายกับใจนี่แหละ  อย่างเบื้องต้นผู้จะบวชเป็นภิกษุสามเณรท่านสอนกัมมัฏฐาน ๕ เรียกว่า  ปัญจกะกัมมัฏฐาน  สอน  เกสา  โลมา  นขา  ทันตา  ตโจ เอาแค่ ๕ เท่านั้นแหละ  ไม่ต้องเอามากเพราะเวลาบวชมีเวลาน้อย  แท้ที่จริงก็อาการ ๓๒  ที่ไล่ไปทั้งหมดนั่นแหละ  เป็นกัมมัฏฐานทั้งหมด  แต่ท่านสอนในเวลาบวชนั่นมันเวลาน้อย  จึงสอนปัญจะกัมมัฏฐาน ๕ เกสาก็คือผมของเรา  โลมาก็คือขนของเรา  นขาก็เล็บของเรา  ทันตาก็ฟันของเรานี่แหละ  ตโจก็คือหนังของเรานี่แหละหุ้มห่อตัวของเราอยู่นี่ สอนนี่แหละกัมมัฏฐาน  แล้วใครไม่มีกัมมัฏฐาน  ฆราวาสมีไหมละ  มีพระเณรมีไหม มี  มีเหมือนกันหมดทุกคน  ของ ๕ อย่างนี้มีหมดเหตุนั้นจึงว่าพระองค์สอนกัมมัฏฐานแท้ๆ ทีเดียว  ไม่ต้องสอนที่อื่นหรอก  ให้เข้าใจอย่างนี้  อย่าไปเข้าใจว่ากัมมัฏฐานอยู่ที่อื่น

                แท้ที่จริงตัวของเรามีกัมมัฏฐานอยู่แล้ว  แต่เราไม่ได้ปฏิบัติ  นั่นแหละซิจึงไม่ถูก  จึงไม่ถูกธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  เรามีแล้วเราปฏิบัติเข้าไปมันก็ถูกเท่านั้นซี่  เราก็เป็นกัมมัฏฐานในตัว  จึงแสดงว่าธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าแสดงนั้นรวมหมดอยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น  ตัวของเราไม่ได้ปฏิบัติเท่านั้นอาตมาเทศน์ก็ไม่ได้เทศก์อื่นไกล  พวกญาติโยมทั้งหลายมาก็ไม่ได้เอาอันอื่นไกลเอาตัวเก่านั่นแหละมาฟังเทศน์  อาตมาก็เทศน์ของเก่านั่นแหละ  รวมความแล้วมีแล้วทุกคนไม่ต้องแสวงหาที่อื่นไกลนี่เรียกว่าเทศนาธรรมของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ   เอาละอธิบายเท่านี้แหละ

 
นั่งสมาธิ
ท่านอาจารย์อบรมนำก่อน

                เทศน์อย่างนี้แหละ  เทศน์แล้วทำตาม  นั่นเรียกว่าเทศน์คือสอนบอกเรียกว่าเทศน์  ธรรมนั้น  เรียกว่าทำตาม  ไม่ต้องพูดถึงเรื่องตัวหนังสือหรอก  คำพูดนั่นแหละอันที่หมายความถึงธรรมนั่นแหละ  เรียกว่ากระทำตามที่ท่านเทศน์  ก็เทศน์แล้วก็ทำเลย  ทำสมาธิภาวนาเลย  เทศน์ถึงเรื่องภาวนาสมาธิเวลาเทศน์แล้วก็ทำเลยเรียกว่าธรรม   เรียกว่าไม่ใช่เทศน์เฉยๆ  อันนี้เรียกว่าธรรม

                การทำสมาธิภาวนาเป็นสิ่งที่ดีมาก  คือรวมจิตรวมใจให้เข้าอยู่ในอารมณ์อันเดียว  อย่าให้มัน  ฟุ้งซ่าน  มันเที่ยวไปมากมายหลายปีมาแล้วหลายสิบปีมาแล้ว  มันไม่รวมเข้ามาอยู่ในตัวของเราสักที  มันไม่รวมมาอยู่อันหนึ่งอันเดียวสักที  ไม่เป็นสมาธิภาวนา  คราวนี้แหละเราจะเอาให้เป็นสมาธิภาวนา  ตั้งจิตให้แน่วแน่ลงอันเดียว  พิจารณาลมหายใจเข้าออก  ลมหายใจเข้าพุท  โธออกหรือพุทออก  โธเข้าก็ตามใจเถอะ  สองอันนั้นให้นิ่งแน่วอยู่กับอันนั้นทีเดียว  สติกำหนดให้อยู่ในที่นั้นอย่าให้ไปในที่อื่น  สติเป็นเครื่องควบคุมจิต  เมื่อเราควบคุมอยู่แล้วมันจะนิ่งแน่วเป็นอารมณ์อันเดียว  จิตที่คิดว่าพุทเข้าโธออกก็ดีที่พิจารณาอยู่นั้น  เมื่อจิตรวมเข้าไปแล้วอยู่อันเดียวแล้วมันจะหายไป  อันนั้นมันจะไม่ปรากฏเลยคำบริกรรมอันนั้น  จะปรากฏแต่ความสว่างโล่งอยู่คนเดียว  นั่นแหละเห็นจิตของเราแล้วคราวนี้

                จิตมันไม่อยู่มันส่งส่าย  สติตามไม่ทันก็เลยไม่รู้เรื่องของจิตว่าไปถึงไหนต่อไหน  คราวนี้ถ้าสติตามทันอย่างนี้  จิตมันรวมมันเป็นหนึ่งแล้วมันปล่อยวางหมด  มันโล่งหมดจะเห็นจิตของตนอันนั้นอันโล่งๆ อันนั้น จะเห็นจิตของตน  คราวนี้มันรวมจิตแล้วคราวนี้รวมจิตกับใจเข้าอีกเป็นสองอย่างอีกเหมือนกัน  ให้เข้าใจว่าใจอันหนึ่งจิตอันหนึ่ง  จิตนั่นหมายความถึงความคิดความนึกความปรุง  ความแต่งสัญญาอารมณ์ต่างๆ  มันเป็นจิตอันนั้น ครั้นปล่อยวางอันนั้นหมดไม่มีอะไรเลย  สงบนิ่งแน่วโล่งๆ  อยู่เฉยๆ  มีแต่ความรู้สึก  อันนั้นเรียกว่าใจ  คือผู้รู้สึกนั่นเรียกว่าใจ

                พระพุทธเจ้าท่านก็เทศนาว่า  จิตอันใดใจอันนั้น ใจอันใดจิตอันนั้น ท่านก็พูดหรอกแต่ทำไมท่านพูดสองคำ  ทำไมถึงเรียกว่าจิต  ทำไมถึงเรียกว่าใจ  คือมีลักษณะอาการต่างกันอย่างนี้แหละ   จึงเรียกว่าจิตจึงเรียกว่าใจ  ขอให้ใจอยู่เฉยๆ นิ่งเฉยๆ อันนั้นแหละเป็นใจ  ใจคือไม่ส่งไปหน้าไม่ส่งไปหลัง  ไม่ส่งไปอดีตอนาคตไม่เป็นบาปไม่เป็นบุญอยู่เฉยๆ  คือผู้เป็นกลางๆ  นั่นเอง ลองพิจารณาดูว่าความกลางๆ นั้นเป็นอะไร  ในขณะนี้ก็เอาละเราสังเกตดูอย่างนี้ก็แล้วกัน  เรากลั้นลมหายใจ  คำว่าลมหายใจนั้นก็หมายความว่าใจนั่นแหละ  ลมนั้นมันอยู่กับใจ  ใจอยู่กับลม  เรากลั้นลมสักพักหนึ่งชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นแหละ  ไม่มีอะไรหรอกหมดเรื่อง  ลองๆ ดูซิ  กลั้นลมหายใจอึดเดียว  มันเฉยไม่มีอะไรเลยนั่นแหละตัวใจ  คราวนี้ระบายลมออกไปมันก็วิ่งไปตาม  อันนั้นเรียกว่าเป็นจิต

                ใจนี้ถ้าหากว่าเราหัดชำระจิตปล่อยวางอารมณ์ทั้งปวงหมด  จนกระทั่งเข้าถึงใจบ่อยๆ มันจะสบาย  โลภ-โมโทสันสารพัดทุกสิ่ง  กองกิเลสทั้งปวงหมดหายหมด  ครั้นเข้าถึงใจแล้วหายเลยทีเดียว  แม้แต่การเจ็บการป่วยเข้าก็ยังกลั้นลมหายใจให้บรรเทาได้เหมือนกัน  ไม่ใช่ชำระกิเลสหรอกแต่กลั้นลมหายใจมันหายมันบรรเทาทุกข์ได้เหมือนกันชั่วครู่หนึ่งขณะหนึ่งใช้ได้อย่างนั้น  อันนี้เพื่อทดลองทดสอบดูว่าใจจะเป็นอย่างไร  ให้รู้เรื่องของมันเท่านั้นแหละ  แต่แท้ที่จริงมันยังมีการอบรมจิตมากมาย  อบรมไปจนกระทั่งจิตมันเชื่องจนกระทั่งจิตมันอยู่แน่วแน่เข้าถึงใจ  แล้วมันจึงจะอยู่นานตั้งเป็นชั่วโมงหรือตั้งครึ่งวันมันก็อยู่ได้กับความสงบอันนั้น  นี่แหละจงทำความสงบ  จงทำจิตกำหนดจิตอย่างว่านี่แหละ  ไม่ทันถึงใจก็เอากำหนดเอาจิตนั่นเสียก่อน  ให้พิจารณากำหนดจิต  จิตอันหนึ่ง  สติอันหนึ่ง  ใจอันหนึ่ง  จิตคือ สติ  กำหนดจิตมันเชื่องแล้วมันจึงเข้าหาถึงใจ  ถ้าหากมันยังไม่เข้าถึง  ใจก็ให้กำหนดเอาที่จิตนั่นแหละ  ไปก่อนจนกว่ามันจะวางลงไปได้….เอาทำ
   

LikePost โดย 0 สมาชิก :


Permalink: Re: เทศน์ธรรมของเก่า

ตอบกลับ #1 11/ก.พ./12 หัวข้อไอดี: 10278 | ลิ้งค์หัวข้อ: /topic/10278

ออฟไลน์ ☠หลวงอาร์ต︸

  • ออฟไลน์
  • 685
    6
    3788



  • Mentor
  • ***
  • สมัครสมาชิกเมื่อ 06/11/2011
    YearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYears
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้ : 685
  • Like Post : 3788
  • Peny : 6
  • 61719

    • ดูรายละเอียด

  • ชีวิตมีแต่เสียงดนตรี

  • เข้าใช้งานล่าสุดเมื่อ 25/พ.ย./18


ขอบคุณครับ

LikePost โดย 0 สมาชิก :


Permalink: Re: เทศน์ธรรมของเก่า

ตอบกลับ #2 12/ก.พ./12 หัวข้อไอดี: 10278 | ลิ้งค์หัวข้อ: /topic/10278

ออฟไลน์ ธาร

  • ออฟไลน์
  • 101
    0
    108



  • Grade III
  • ***
  • สมัครสมาชิกเมื่อ 01/02/2012
    YearsYearsYearsYearsYearsYearsYears
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้ : 101
  • Like Post : 108
  • Peny : 0
  • 83092

    • ดูรายละเอียด

  • ของใหญ่ของน้อยก็ให้ความสุขเช่นกัน

  • เข้าใช้งานล่าสุดเมื่อ 15/ม.ค./15


สาธุ ขอบคุณ

LikePost โดย 0 สมาชิก :

สู้นะบ่ต้องฃึมเศร้า ขอเอาใจช่วยอีกแรง

Permalink: Re: เทศน์ธรรมของเก่า

ตอบกลับ #3 06/มี.ค./12 หัวข้อไอดี: 10278 | ลิ้งค์หัวข้อ: /topic/10278

ออฟไลน์ เจ็บจายยยอะ

  • ออฟไลน์
  • 238
    0
    305



  • Grade III
  • ***
  • สมัครสมาชิกเมื่อ 14/07/2011
    YearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYears
  • เพศ: หญิง
  • กระทู้ : 238
  • Like Post : 305
  • Peny : 0
  • 39862

    • ดูรายละเอียด


  • เข้าใช้งานล่าสุดเมื่อ 17/มิ.ย./14



                     คุณไม่สามารถมองเห็น links ได้ กรุณา.สมัครสมาชิก หรือ เข้าสู่ระบบ

LikePost โดย 0 สมาชิก :


Permalink: Re: เทศน์ธรรมของเก่า

ตอบกลับ #4 21/มี.ค./12 หัวข้อไอดี: 10278 | ลิ้งค์หัวข้อ: /topic/10278

ออฟไลน์ chaiya2315

  • ออฟไลน์
  • 54
    0
    56



  • Grade II
  • **
  • สมัครสมาชิกเมื่อ 21/03/2012
    YearsYearsYearsYearsYearsYearsYears
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้ : 54
  • Like Post : 56
  • Peny : 0
  • 93956

    • ดูรายละเอียด


  • เข้าใช้งานล่าสุดเมื่อ 22/ส.ค./12


ขอบคุณมากนะครับ

LikePost โดย 0 สมาชิก :


Permalink: Re: เทศน์ธรรมของเก่า

ตอบกลับ #5 24/ก.ค./13 หัวข้อไอดี: 10278 | ลิ้งค์หัวข้อ: /topic/10278

ออฟไลน์ connected

  • ออฟไลน์
  • 120
    0
    149



  • Grade III
  • ***
  • สมัครสมาชิกเมื่อ 19/08/2009
    YearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYears
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้ : 120
  • Like Post : 149
  • Peny : 0
  • 78

    • ดูรายละเอียด


  • เข้าใช้งานล่าสุดเมื่อ 23/พ.ย./15


ขอบคุณ

LikePost โดย 0 สมาชิก :


 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 
ร่วมขับเคลื่อนโดย