สนับสนุนเว็บ

ผู้เขียน หัวข้อ: ไข้ หวัดใหญ่  (อ่าน 3488 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Permalink: ไข้ หวัดใหญ่

11/เม.ย./10 หัวข้อไอดี: 3114 | ลิ้งค์หัวข้อ: /topic/3114

ออฟไลน์ น้องน้ำหอม

  • ออฟไลน์
  • 28225
    0
    65535



  • Mentor
  • ***
  • สมัครสมาชิกเมื่อ 17/07/2009
    YearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYears
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้ : 28225
  • Like Post : 65535
  • Peny : 0
  • 14

    • ดูรายละเอียด
    • ด้ามขวาน ดอทคอม

  • คนด้ามขวาน

  • เข้าใช้งานล่าสุดเมื่อ 28/ส.ค./12


แม้ว่าหมอชาวบ้านจะได้เคยลงเรื่องไข้หวัดใหญ่มาหลายโอกาสแล้วก็ตาม ฉบับนี้ขอนำเสนอเรื่องไข้หวัดใหญ่ในคอลัมน์นี้อีกครั้ง เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงโรคนี้อย่างละเอียดทุกแง่มุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ที่การแพร่ข่าวการป่วยและการตายของคนไทยจากไข้ หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทำให้ผู้คนตื่นกลัว แห่กันเข้ามาตรวจที่โรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ อย่างเนืองแน่น โดยที่จำนวนไม่น้อยเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาและไข้เล็กน้อยจากสาเหตุอื่น


* ชื่อภาษาไทย : ไข้หวัดใหญ่
         
* ชื่อภาษาอังกฤษ : Influenza, Flu
         
* สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสอินฟลูเอนซา (influenza virus) เชื้อนี้จัดอยู่ในกลุ่ม orthomyxovirus

ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (A) บี (B) และซี (C) 2 ชนิดหลังมีความรุนแรงและระบาด ได้น้อยกว่าชนิดเอ

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ มักก่อให้เกิดอาการรุนแรง อาจพบระบาดได้กว้างขวาง และสามารถกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่อยู่ได้เรื่อยๆ ไวรัสชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในคนและสัตว์  (ชนิดบีและซี พบได้เฉพาะในคนเท่านั้น) แบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อย โดยมีชื่อเรียกตามชนิดของโปรตีนที่พบบนผิวของเชื้อไวรัสโปรตีนดังกล่าวมี อยู่ 2 ชนิด ได้แก่ ฮีแม็กกลูตินิน (hemagglutinin เรียกย่อยว่า H) ซึ่งมีอยู่ 16 ชนิดย่อย และนิวรามินิเดส (neuraminidase เรียกย่อว่า N) ซึ่งมีอยู่ ๙ ชนิดย่อย ในการกำหนดชื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ จึงใช้ตัวอักษร H ควบกับ N โดยมีตัวเลขกำกับท้ายอักษรแต่ละตัวตามชนิดของโปรตีน เช่น

♦ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 เป็นต้นเหตุ ของการระบาดใหญ่ทั่วโลกในปี พ.ศ.2461-2462 มีผู้ป่วย 500-1,000 ล้านราย คร่าชีวิตผู้คนระหว่าง 20-40 ล้านราย เนื่องจากมี ต้นตอที่ประเทศสเปน จึงมีชื่อว่าไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish flu) เชื้อสายพันธุ์นี้กลับมา    ระบาดใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ.2520 เนื่องจากมีต้นตอจากรัสเซีย จึงเรียกว่าไข้หวัดใหญ่ รัสเซีย (Russian flu)

♦ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ H1N1 ที่กลายพันธุ์ ซึ่งประกอบด้วยสารพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบ   ในหมู สัตว์ปีก และคน พบระบาดครั้งแรกในประเทศเม็กซิโก ตอนเริ่มแรกจึงเรียกว่า ไข้หวัดเม็กซิโก (Mexican flu) และไข้หวัดใหญ่หมู (Swine flu เนื่องจากพบชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของไวรัสในหมูเป็นส่วนสำคัญ) ต่อมาจึงได้เรียกเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน  ขณะนี้      ไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้ได้ระบาดไปทั่วโลกแล้ว คาดว่าจะต่อเนื่องไปอีก 1-3 ปี

♦ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H2N2 เป็นต้นเหตุ การระบาดของไข้หวัดใหญ่เอเชียในปี พ.ศ. 2500-2501 คร่าชีวิตผู้คนไปราว 2 ล้านคน

♦ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H3N2 เป็นต้นเหตุ การระบาดของไข้หวัดฮ่องกงในปี พ.ศ. 2511-2512 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนราว 1 ล้านคน

♦ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H5N1 เป็นต้นเหตุ ของไข้หวัดใหญ่สัตว์ปีก (Avian flu) หรือที่      ไทยนิยมเรียกว่าไข้หวัดนก เริ่มระบาดตั้งแต่ ปี พ.ศ.2546 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่มีความร้ายแรงสูง แต่โชคดีที่ติดจากสัตว์ปีกสู่คน แต่ยังติดจากคนสู่คนได้น้อยมาก จึงแพร่กระจายได้น้อย


วิธีแพร่เชื้อ เชื้อไข้หวัดใหญ่จะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ สามารถแพร่ให้คนอื่นได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย แพร่เชื้อได้มากสุดใน ๓ วันแรกที่มีอาการป่วย (ส่วนใหญ่มักจะแพร่เชื้อไม่เกิน 7 วัน) ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรดภายในระยะไม่ เกิน ๑ เมตร  หรือโดยการสัมผัสถูกมือ สิ่งของเครื่องใช้ หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อน (กล่าวคือ เชื้อไวรัสอาจติดที่มือของผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้ หรือสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ป่วยไอหรือจามใส่ เมื่อคนปกติสัมผัสถูกมือหรือสิ่งแปดเปื้อนเชื้อ เชื้อก็จะติดที่มือของคนคนนั้น และเมื่อใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น)
 




นอกจากนี้ เชื้อไข้หวัดใหญ่ยังสามารถแพร่กระจาย ทางอากาศ (airborne transmission) กล่าวคือ เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม เชื้อที่ติดอยู่ในฝอยละอองเสมหะสามารถกระจายออกไประยะไกลและแขวนลอยอยู่ใน อากาศได้นาน เมื่อคนอื่นสูดเอาอากาศที่มีฝอยละอองนี้เข้าไป ก็สามารถติดโรคได้ ดังนั้นโรคนี้จึงสามารถระบาดได้รวดเร็วกว่าไข้หวัดธรรมดา

ระยะ ฟักตัวของโรค ส่วนใหญ่ 1-3 วัน ส่วนน้อย นานถึง 7 วัน

       
* อาการ
มีอาการคล้ายไข้หวัด (ธรรมดา) คือมีไข้ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหลใสๆ ไอแห้งๆ แต่จะมีอาการหนักกว่าไข้หวัด (จึงเรียกว่าไข้หวัดใหญ่) คือไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก เบื่ออาหาร มักจะต้องนอนพัก

บางรายอาจมี อาการจุกแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดินร่วมด้วย
อาการไข้จะเป็นอยู่ นาน 1-7 วัน (ส่วนใหญ่ 3-5 วัน)
ส่วนอาการไอและอ่อนเพลีย อาจเป็นอยู่นาน 1-4 สัปดาห์ แม้ว่าอาการอื่นๆ จะทุเลาแล้วก็ตาม
ในรายที่เป็นรุนแรง อาจแสดงอาการของอาการแทรกซ้อน เช่น มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว ปวดหู หูอื้อ หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น

       
* การแยกโรค
อาการ ไข้ อ่อนเพลีย เจ็บคอ เป็นหวัด อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น

♦ ไข้หวัด ผู้ป่วยจะเป็นไข้ เจ็บคอเล็กน้อย มีน้ำมูกใส ไอ แต่จะไม่มีอาการปวดเมื่อยมาก ยังกินอาหารได้ และทำงานหรือเรียนหนังสือได้พอสมควร

♦ หลอดลมอักเสบ ผู้ป่วยจะมีไข้ ไอมีเสมหะ แต่มักไม่หอบเหนื่อยหรือหายใจลำบาก

♦ ปอดอักเสบ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น ไอมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว เจ็บหน้าอกมาก หายใจหอบเร็ว หรือหายใจลำบาก

♦ ไข้เลือดออก ผู้ป่วยจะมีไข้สูงตลอดเวลา หน้าแดง ตาแดง เบื่ออาหาร นอนซม อาจมีอาการปวดท้อง อาเจียน มักไม่มีน้ำมูก เจ็บคอหรือไอ ต่อมาอาจพบจุดแดงจ้ำเขียวตามตัว หรือมีภาวะช็อก (ตัวเย็น เหงื่อออก กระสับกระส่าย) ตามมา มักพบมีการระบาด

♦ ไข้ชิคุนกุนยา ผู้ป่วยจะมีไข้สูง 3 วัน ปวดข้อ ผื่นแดงตามตัว มักจะไม่มีน้ำมูก เจ็บคอหรือไอ มักพบมีการระบาด

♦ มาลาเรีย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น วันละ 1 ครั้ง หรือวันเว้นวัน มีประวัติอยู่ในเขตป่าเขา หรือเดินทางกลับจากเขตป่าเขา มักจะไม่มีน้ำมูก เจ็บคอหรือไอ หากไม่ได้รับการรักษา มักมีไข้เป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นแรมเดือน

♦ โรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น ไทฟอยด์ สครับไทฟัส  ไข้ฉี่หนู (เล็ปโตสไปโรซิส) ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ไม่มีน้ำมูก มักมีไข้นานเกิน 1 สัปดาห์


 

* การวินิจฉัย
แพทย์มักจะวินิจฉัยจากอาการ แสดง คือ ไข้สูง เป็นหวัด เบื่ออาหาร และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก อาจมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ (เช่น ในบ้าน โรงเรียน โรงงาน ที่ทำงาน)
ในรายที่ต้องการวินิจฉัยให้แน่ชัด แพทย์จะทำการตรวจเลือดหาระดับสารภูมิต้านทานต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ หรือตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จากจมูกและคอหอย

หากสงสัยเป็นปอด อักเสบ หรือสาเหตุร้ายแรงอื่นๆ ก็จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ เป็นต้น
       

* การดูแลตนเอง
เมื่อ มีอาการไข้ น้ำมูกไหล (เป็นหวัด) ไอ ควรดูแลเบื้องต้น ดังนี้
1. นอนพัก เช็ดตัว ไม่อาบน้ำเย็น ดื่มน้ำมากๆ กินอาหารที่ย่อยง่าย (เช่น น้ำหวาน นม น้ำเต้าหู้ น้ำผลไม้ ข้าวต้ม โจ้ก)

2. กินยาบรรเทาอาการ เช่น
 - พาราเซตามอล บรรเทาไข้ ปวดศีรษะ ทุก 4-6 ชั่วโมง ควรหลีกเลี่ยงยาแอสไพริน (โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี) เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิด โรคแทรกซ้อนชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่ากลุ่มอาการเรย์ (Reyežs syndrome) มีอาการทางสมองและตับ เป็นอันตรายได้
 - ถ้ามีน้ำมูกมากให้ยาลดน้ำมูก เช่น คลอร์เฟนิรามีน
 - ถ้าไอมาก ให้ยาแก้ไอ หรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว

3. ลดการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น โดยการหมั่นล้างมือ (ด้วยน้ำกับสบู่) โดยเฉพาะหลังเช็ดน้ำมูกหรือใช้มือปิดปากเวลาไอ เวลาไอควรใช้ต้นแขนหรือทิชชูปิดแทนมือเปล่า หากมีคนอื่นอยู่ใกล้หรือเข้าไปในที่ที่มีผู้คนจำนวนมากควรสวมหน้ากากอนามัย อย่าไอจามรดหน้าผู้อื่น และควรหยุดพักผ่อนที่บ้านไม่ออกไปในย่านชุมนุมชน

4. ควรไปพบแพทย์ทันที ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
♦ หมดสติ ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือชักเกร็ง

♦ ปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก หรือปวดท้องรุนแรง

♦ มีภาวะช็อก (เหงื่อออก ตัวเย็น กระสับกระส่าย)

♦ หายใจหอบเร็ว หายใจลำบาก หรือปากเขียว ตัวเขียว

5. ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว (ภายใน 1-2 วัน) ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

♦ มีไข้ทุกวัน นานเกิน 1 สัปดาห์

♦ มีอาการหนาวสั่นมาก (ต้องห่มผ้าหนาๆ) หรือสงสัยเป็นมาลาเรีย หรือไข้หวัดนก

♦ มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ซีด จุดแดงจ้ำเขียวตามตัว หรือเลือดออก

♦ อาเจียน กินอะไรไม่ได้

♦ ดูแลตนเอง 2-3 วันแล้วยังไม่ทุเลา

♦ มีความวิตกกังวลหรือไม่มั่นใจในการดูแลตนเอง

♦ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน (ดูหัวข้อ " ภาวะแทรกซ้อน")


 

* การรักษา
ในรายที่เป็นไข้หวัดใหญ่ (ทั้งที่เกิดจากสายพันธุ์เก่าหรือสายพันธุ์ใหม่ 2009) แพทย์จะให้ยาบรรเทาตามอาการ (พาราเซตามอลแก้ไข้ ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก) เป็นหลัก
ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน(ดูหัวข้อ  " ภาวะแทรกซ้อน") แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น อะแมนทาดีน (amantadine) หรือไรแมนทาดีน (rimantadine) สำหรับไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล (สายพันธุ์เก่า) หากสงสัยเป็นไข้หวัดนกหรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็จะให้โอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir)

นอกจากนี้แพทย์จะให้การรักษา ภาวะแทรกซ้อน เช่น ให้ยาปฏิชีวนะ ในผู้ที่มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว ผู้ที่เป็นหูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ และไซนัสอักเสบ

ในรายที่มีปอดอักเสบ แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษา  ในโรงพยาบาล และติดตามดูแลอาการอย่างใกล้ชิด


       
* ภาวะแทรกซ้อน
ที่พบบ่อย ได้แก่ ไซนัสอักเสบ (ปวดบริเวณโพรงไซนัส ที่โหนกแก้มหรือหัวคิ้ว น้ำมูกข้นเป็นหนอง) หลอด-ลมอักเสบ (ไอมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว) หูชั้นกลางอักเสบ (ปวดหู หูอื้อ)

ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ได้แก่ ปอดอักเสบ (มีอาการหายใจหอบเร็ว หายใจลำบาก เจ็บหน้าอกมาก) โรคหัวใจกำเริบ (ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อน) สมองอักเสบ (ไม่ค่อยรู้สึกตัว หมดสติ ชักเกร็ง)
ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ร้ายแรง ได้แก่

♦ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ

♦ ผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 65 ปี)

♦ สตรีที่ตั้งครรภ์

♦ ผู้ที่สูบบุหรี่จัด

♦ ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น เบาหวาน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรคหืด ถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไตวายเรื้อรัง มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นต้น


         
* การดำเนินโรค
ผู้ ป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวและผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว มักจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยอาการไข้มักจะเป็นอยู่นาน 1-7 วัน ส่วนอาการไอและอ่อนเพลีย อาจเป็นอยู่นาน 1-4 สัปดาห์
ในรายที่มีอาการของ หลอดลมอักเสบ หลังจาก    ให้การรักษาแล้ว บางรายอาจไออยู่นาน 7-8 สัปดาห์ เนื่องจากเยื่อบุหลอดลมถูกทำลาย ทำให้ไวต่อสิ่งระคายเคือง (เช่น ฝุ่น ควัน) และจะค่อยๆ ทุเลาไปได้เองในที่สุด

ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนไม่ร้าย แรง เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็มักจะหายได้

ส่วนผู้ที่เป็นกลุ่ม เสี่ยง และเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง (เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ โรคหัวใจกำเริบ) ถ้าหากได้รับการรักษาได้ทันท่วงที ก็อาจช่วยให้ปลอดภัย ได้ แต่ถ้าสภาพร่างกายผู้ป่วยอ่อนแอ ได้รับการรักษาล่าช้าไป หรือมีภาวะโรคที่รุนแรงก็อาจเสียชีวิตได้

โดยเฉลี่ยอัตราป่วยตายของ ไข้หวัดใหญ่ ประมาณร้อยละ 0.05-0.01 (กล่าวคือจากผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ 10,000 ราย มีผู้เสียชีวิตร้อยละ.5-10 ราย)


         
* การป้องกัน
1. ในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนแออัด (เช่น สถานบันเทิง งานมหรสพ ห้างสรรพสินค้า) ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ หรือเช็ดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูก

2. ถ้ามีผู้ใกล้ชิดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรอยู่ห่างจากผู้ป่วยอย่างน้อย 1 เมตร ถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือ ด้วยน้ำกับสบู่หรือเช็ดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ควร      หลีกเลี่ยงการสัมผัสมือผู้ป่วยและการใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วย (เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ โทรศัพท์ ของเล่น รีโมตโทรทัศน์)

3. การฉีดวัคซีนป้องกัน ที่มีใช้ในปัจจุบันสามารถ ป้องกันได้เฉพาะไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล (สายพันธุ์เก่า) 3 ชนิด ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ชนิด A (H1N1  และ H3N2) และชนิด B แต่ยังไม่สามารถป้องกันไข้หวัดนก     (A H5N1) และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

โดยทั่วไป ถ้าไม่มีการระบาด ก็มักจะไม่แนะนำฉีดวัคซีนดังกล่าวให้แก่คนทั่วไป ยกเว้นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง บุคลากรทางการแพทย์ ผู้  ที่จะต้องเดินทางไปในถิ่นที่มีการระบาดของโรค ผู้ที่     มีกิจกรรมจำเป็นที่ไม่อาจหยุดงานได้ (เช่น ตำรวจ  นักแสดง นักกีฬา นักเดินทาง) ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปีที่ต้องกินยาแอสไพรินเป็นประจำ และสตรีตั้งครรภ์ที่คาดว่าอายุครรภ์จะย่างเข้าเดือนที่ 4 (ไตรมาสที่ 2)ขึ้นไปในช่วงที่อาจมีการระบาดของโรคพอดี คนกลุ่มนี้แพทย์อาจพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกัน

การฉีดวัคซีนแต่ละครั้ง สามารถป้องกันได้นาน 1 ปี ถ้าจำเป็นควรฉีดปีละครั้งในช่วงก่อนเข้าฤดูฝน
       


* ความชุก
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มคน ทุกวัย พบได้ตลอดปี แต่จะพบแพร่กระจายกันมากในช่วงฤดูฝน (มิถุนายนถึงตุลาคม) และฤดูหนาว (มกราคมถึงมีนาคม) บางปีอาจมีการระบาดใหญ่

LikePost โดย 1 สมาชิก :


 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 
ร่วมขับเคลื่อนโดย