สนับสนุนเว็บ

ผู้เขียน หัวข้อ: เพลงกล่อมเด็กปักษ์ใต้  (อ่าน 10156 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Permalink: เพลงกล่อมเด็กปักษ์ใต้

19/มิ.ย./10 หัวข้อไอดี: 5545 | ลิ้งค์หัวข้อ: /topic/5545

ออฟไลน์ บ่องกัญชา

  • ออฟไลน์
  • 138
    0
    1288



  • Genius
  • *****
  • สมัครสมาชิกเมื่อ 13/06/2010
    YearsYearsYearsYearsYearsYearsYearsYears
  • กระทู้ : 138
  • Like Post : 1288
  • Peny : 0
  • 4621

    • ดูรายละเอียด


  • เข้าใช้งานล่าสุดเมื่อ 16/ก.ค./10


เพลงกล่อมเด็กปักษ์ ใต้

                  เพลงกล่อมเด็กของชาวใต้บางบทกล่าวถึงเรื่องราวในนิทานพื้นบ้านที่แพร่หลาย เช่น เรื่องนางโนรา หรือพระสุธน เรื่องนางเมรี เรื่องนางสิบสอง เรื่องรามเกียรติ์ ฯลฯ จึงเป็นเหตุให้เพลงร้องเรือหรือเพลงกล่อมเด็กอำนวยประโยชน์เพิ่มจากการกล่อม ให้หลับ เป็นการอบรมสั่งสอนและให้ความรู้แก่เด็กไปพร้อม ๆ กันด้วย

                 นัก แต่งเพลงกล่อมเด็กชาวใต้ บางคนเป็นนักปราชญ์ มองเห็นปรัชญาชีวิตจากสังคมหรือเกิดจากญาณทัศนะจากสิ่งแวดล้อม ได้นำเรื่องเหล่านั้นมาผูกเรื่องเป็นเพลงร้องเรือที่แฝงคติอันคมคาย และใช้โวหารเปรียบเทียบไว้อย่างลึกซึ้ง มีค่าเข้าขั้นวรรณคดีมุขปาฐะ การศึกษาเพลงร้องเรือของชาวใต้จึงเป็นแนวทาง การศึกษาวรรณคดีที่ดีเยี่ยม เพราะผู้ศึกษา คือ กุลบุตรกุลธิดาเหล่านั้นไม่ต้องมีปัญหาเรื่องศัพท์สำนวนเพราะเป็นศัพท์ที่ คุ้นหูกันอยู่แล้ว
                ตัวอย่างเพลงกล่อมเด็กภาคใต้
                   
               เพลงโผกเปล
                    โผกเปลเหอ                            โผกไว้ช่อฟ้าปาขี้ลม
                    เทโวเทวาหกเจ็ดองค์                มาห่มรักน้องก้าไม่หวย
                    ลมพัดมาไม่โถกต้อง                 มาห่มรักน้องอยู่รวยรวย
                    ลมพัดไม่หวย                          ต้องด้วยความรัก..(เอ้อเหอ)..น้อง
                    ศัพท์ โผกเปล = ผูกเปล                ปาขี้ลม = ท่ามกลางหมู่เมฆ
                            ไม่หวย = ไม่หวั่นไหว          โถก = ถูก
             วิจารณ์  ความหมายของเพลงพื้นบ้านนับว่าลึกซึ้งยิ่ง กล่าวเป็นโวหารแบบกวีและความสำคัญคล้าย ๆ กับโคลงนิราศนรินทร์บทที่ว่า
                    โอ้ศรีเสาวลักษณ์ล้ำ                 แลโลม โลกเอย
                    แมัว่ามีกิ่งโพยม                       ยืนหล้า
                    แขนขวัญนุชชูโฉม                    แมกเมฆ ไว้แม่
                    กีดบ่มีกิ่งฟ้า                            ฝากน้องนางเดียว
                ความคิดในโคลงที่ว่า “แม้มีกิ่งโพยม ยืนหล้า แขนขวัญนุชชูโฉม แมกเมฆ-ไว้แม่” ตรงกับความคิดในเพลงกล่อมเด็กว่า “โผกเปลเหอ โผกไว้ช่อฟ้าปาขี้ลม” เพราะผูกเปลในที่นี้หมายถึง ผูกรัก และ ปาขี้ลม   ก็หมายถึงหมู่เมฆ ต่างกันแต่ในเพลงกล่อมเด็กเปรียบโลดโผนกว่าในคำโคลง เพราะเพลงกล่อมเด็กได้เปรียบเพิ่มให้มีเทวาถึง ๗ ซึ่งหมายมีมากกว่า ๖ ชั้นฟ้าหรือมากกว่าเทวาในฉกามาวจรตามที่ในวรรณคดีไทยกล่าว ๆ กันไว้ และว่าถึงกระนั้นเทวดาเหล่านั้นก็ยังไม่มีอำนาจมาทำลายรบเร้าให้ความรักของ น้องหวั่นไหวได้ ไขความ เพลงบทนี้อาจถอดความได้ดังนี้ ความรักที่มั่นคงของน้อง เปรียบเสมือน ผูกเปลไว้กับหมู่เมฆในห้วงอากาศอันสูงส่ง แม้จะมีเทวดาทั้งหกชั้นฟ้าเจ็ดชั้นฟ้ามารุมเร้ากลั่นแกล้งด้วยจงใจ รักน้องก็หาหวั่นไหวไม่ จะรักนาลสงวนงามไว้เพื่อพี่เพียงคนเดียว ลมปากทั้งปวงอย่าหมายว่าจะก่อให้ใจน้องต้องมลทินแม้แต่เพียงระคายผิว
               
เพลงลมพัด
                         ลมพัดเหอ                         พัดมาวอกแวก
                         อกน้องเหมือนจะแตก           ใครเลยจะเข้ามาล่วงโร้
                         ถ้าเป็นน้ำเต้าหรือขี้พร้า         จะเผาให้คนแลกันโฉโฉ
                         ใครเลยจะเข้ามาล่วงโร้         ในอกในทรวงน้อง..เอ้อ...เหอ
                         ศัพท์   โร้ = รู้   ขี้พร้า = ฟักเขียว   โฉโฉ = ฉาวโฉ่
               ไขความ   คำคนหนอคำคนช่างยังผลให้อารมณ์คนวอกแวกหวั่นไหวได้เหมือนสายลม อกน้องเหมือนจะแตกตาย (เกิด เป็นหญิงนี้ยากที่จะบอกความในใจกับใครได้) ใครเลยจะมาล่วงรู้ หากใจนี้สามารถผ่าให้คนดูได้เหมือนฟักเขียวหรือน้ำเต้าก็จะผ่าให้ดู แต่นี่ความรักมันอยู่ก้นลึกของหัวใจ จนใจแท้
               วิจารณ์ เพลง บทนี้นอกจากจะเปรียบเทียบง่ายแต่คมคายลึกซึ้ง แล้วยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า หญิงไทยใต้นั้นต้องประหยัดทั้งเนื้อทั้งตัวและวาจา จะบอกฝากรักใครง่าย ๆ ไม่ได้ ลางทีแม้คำพูดจะเป็นเหตุให้กลัดกลุ้มปานอกจะแตกตายก็ต้องทน
               เพลงปลูกมัน
                         ไปไหนเหอ                        พาน้องไปกัน
                         ถางไร่โปลกมัน                   มันไม่ลงหัว
                         แผ่นดินหมั่นดี                     แต่มันหมั่นชั่ว
                         มันไม่ลงหัว                        สาวย่านไห้วัว..เอ้อ..เหอ..กิน
               วิจารณ์ เพลงกล่อม เด็กบทนี้เปรียบเทียบแนวจิตวิทยาเกี่ยวกับนิสัยของคนว่า คนไม่ดีโดยนิสัยชั่วนั้นเหมือนพันธุ์มันที่ไม่ดี ไม่ว่าจะปลูกในที่ดินชนิดไหนย่อมไม่เกิดผล คือไม่ว่าคนนั้นจะไปอยู่ในสถานที่ใดในภาวะอย่างไรก็เอาดีไม่ได้ รังแต่จะตกเป็นอาหารของคนอื่นเหมือนมันที่ไม่ลงหัวนั้นในที่สุดก็ต้องสาว ย่านถอนต้นให้เป็นอาหารของสัตว์                                       (สาวย่านให้วัวกิน)ไม่มีคุณต่อผู้ปลูกฝังชุบเลี้ยง ข้อความในวรรคที่ว่า “ไปไหนพาน้องไป กัน” นั้นเตือนให้คิดว่า คนนั้นไปไหนไม่ไปแต่ตัว แต่เอานิสัยตามตัวไปด้วยทุกแห่งหน
                       
              เพลงนกเขียว
                         นกเขียวเหอ                       เกาะเรียวไม้พุก
                         พ่อแม่อยูหนุก                     โลกไปใช้นาย
                         ฝนตกฟ้าร้อง                      พ่อแม่เขาอยูหนุกบาย
                         โลกไปใช้นาย                     นั่งกินแต่น้ำตา
                         ศัพท์ ไม้พุก=ไม้ผุ   หนุก=สนุก   โลก=ลูก   ใช้นาย=เป็นทาสเขา           บาย=สบาย
               ไขความ เพลงกล่อม เด็กบทนี้สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมไทยในสมัยมีทาส พ่อแม่ที่ยากจนไม่อาจเลี้ยงลูกให้ได้รับความสุขได้ คำกล่าวที่ว่าพ่อแม่คือร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกก็กลายเป็นเหมือนเรียวไม้ผุไป ต้องขายลูกไปเป็นทาสเขา ลูกต้องทนรับกรรม ส่วนพ่อแม่กลับอยู่อย่างสนุกสนาน
               วิจารณ์ เพลงกล่อม เด็กบทนี้ถ้าจะประเมินคุณค่าทางวรรณศิลป์ ควรจัดว่ามีคุณค่าสูง เพราะมีโวหารเปรียบเทียบคมคาย ใช้โวหารสวมลักษณะของสิ่งหนึ่งให้กับอีกสิ่งหนึ่ง เปรียบนกเขียวกับลูกที่ยังต้องการพึ่งพ่อแม่ เปรียบ เกาะ กับการพึ่งพาอาศัย เปรียบเรียวไม้พุก
กับ พ่อแม่ที่ลูกพึ่งพาไม่ได้ เปรียบ ฝนตกฟ้าร้อง กับความทุกข์ยากลำบากทั้งปวง นับว่าผู้แต่งใช้ธรรมชาติใกล้ตัวเป็นสัญลักษณ์ตามแบบฉบับของกวี ประสมกับบรรยากาสที่ชวนให้ผู้ฟังมีอารมณ์เศร้า ทิ้งข้อคิดให้เห็นสภาพความเหลื่อมล้ำของสังคมในสมัยนั้น ผู้แต่งเพลงบทนี้ได้ทำหน้าที่ของนักแต่งคือ “พูดแทนคนที่พูดไม่ได้”
                เพลงขึ้นเหนือ
                         ขึ้นเหนือเหอ                      แลเรือเกยหาด
                         โปลกหลาตักบาตร               น้ำแห้งเห็นทราย
                         กุ้งกั้งแมงดา                       บินมาพลอยตาย
                         น้ำแห้งเห็นทราย                 พลอยตายด้วยเรือใหญ่
               ศัพท์ โปลกหลา=สร้างศาลา
               ไขความ เพลงกล่อม เด็กบทนี้ เป็นบทที่มีความเชิงล้อเลียนสังคม กล่าวตำหนิ ผู้นำ หรือ “เรือ” หรือ “เรือใหญ่” (ตรงกับภาษากลางเรียกว่า หัวเรือใหญ่ ) ตำหนิผู้นำที่ทำอะไรนอกรีตนอกรอยผิดทำนองคลองธรรม แต่มักทำอะไรเอาหน้าให้คนอื่นหลงผิด คนพวกนี้เมื่อหมดอำนาจความชั่วก็จะปรากฏ (น้ำแห้งเห็นทราย) พวกผู้น้อยก็มักพลอยเสียหาย
               วิจารณ์ บท นี้มีโวหารและสัญลักษณ์แบบวรรณคดีเช่นเดียวกับบทแรก วิธีการเปรียบนับว่าแยบยล โดยปรกติเรือย่อมแล่นอยู่ในน้ำ แต่ในบทนี้เขียนเป็นเชิงเย้ยเยาะเรือที่แล่นบนบก ( เหนือ ของภาคใต้หมายถึงที่มีเขามีดอย ) อันเปรียบได้กับคนที่ประพฤติตนขัดกับประเพณีนิยมหรือฝืนจารีต ผลที่สุดมักไป จอดติดประจานให้คนตำหนิว่าเป็นคนทำอะไรขาดสติ
               คำเปรียบในบทนี้ยังเข้ากับสำนวนไทยเกือบทุกวรรคคือ “เรือ” ในที่นี้หมายถึงผู้นำตรงกับ “หัวเรือใหญ่” “โปลกหลาตักบาตร” ตรงกับสำนวนไทย “ทำบุญเอาหน้า” “ น้ำแห้งเห็นทราย” ตรงกับสำนวนว่า “น้ำลดตอผุด” “พวกแมงดาบินมาพลอยตาย” ตรงกับสำนวนที่ว่า “พวกพลอยฟ้าพลอยฝน” (เพราะแมงดามาพร้อมกับฝนแรก) นับว่าเพลงกล่อมเด็กบทนี้เป็นเหมือนผู้เตือนสติผู้นำและผู้ตามทั้งหลายให้ ตระหนักว่าความชั่วที่แฝงปลอมมาในความดีนั้น จะมีค่าและคงอยู่ได้จริงหรือ
             
เพลงลูกสาว       
                         ลูกสาวเหอ                        โลกชาวเรินออก
                         หัวนมผึ้งออก                     บอกพ่อว่าเป็นฝี
                         พ่อแม่ไปหาหมอมารักษา      หมอว่าอ้ายยะเต็มที
                         บอกพ่อว่าเป็นฝี                  โลกสาวชาวเรินออก
              ศัพท์ โลกสาว=ลูกสาว    เรินออก=บ้านถัดไปทางทิศตะวันออก
              ไขความ เพลงบทนี้กล่าวถึงเด็กสาวที่ไม่เข้าใจการพัฒนาของร่าวกาย จึงหวาดกลัวเมื่อเห็นความผิดปรกติของร่างกาย
               วิจารณ์ ถ้าเราพิจารณาบทเพลงนี้อย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่าชาวบ้านก็สนใจจิตวิทยา
กับ พัฒนาการวัยรุ่นมานานแล้ว คงจะได้ขบคิดถึงปัญหานี้เหมือนกันว่าการที่พ่อแม่ไม่ได้ แนะนำให้ลูกเข้าใจถึงความเจริญทางร่างกาย แต่กลับเห็นว่าการที่จะพูดถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าละอาย น่าเกลียดนั้น บางทีก็มีผลเสีย เพราะอาจจะทำให้เด็กแสดงออกในรูปอื่นที่น่าละอายกว่า แทนที่จะละอายกันเพียงในระหว่างพ่อแม่กับลูก กลับพาให้ต้องขายหน้าชาวบ้าน
               เพลงบทนี้จึงสะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่และการเลี้ยงดูปกครองลูกสาวของ ชาวบ้านว่าเป็นอย่างไร คติอีกข้อหนึ่งที่ได้จากเพลงบทนี้คือ การแก้ปัญหาใด ๆ ควรแก้ให้ตรงจุด และควรสุขุมรอบคอบ มิฉะนั้นเรื่องเล็กก็จะพลอยเป็นเรื่องใหญ่ ใครที่เข้าใจก็อาจจะหัวเราะเยาะได้ ยิ่งผู้มีหน้าที่ปกครองคนด้วยแล้ว เมื่อผู้น้อยบอกเล่าอันใด ควรสอบถาม   สืบสาวหาเหตุผลก่อน เพราะบางทีเขาอาจจะทำให้เราพลอยอับอายได้
                       
เพลงดอก เมละ
                         ดอกเมละเหอ                     น้องคือนางดอกเมละ
                         บานเหมือนอี้เปละ               ลอยอยู่ในเลขี้ผึ้ง
                         ขนตกกะไม่ต้อง                  ฟ้าร้องกะไม่ถึง
                         ลอยอยู้ในเลขี้ผึ้ง                 สาวน้อยคำนึงใจ
               ศัพท์ ดอกเมละ=ดอกมะลิ   อี้เปละ=บานเต็มที่จวนจะร่วงหล่นแล้ว เล=ทะเล คำนี้ตัดมาจาก ชเล   ขนตก=ฝนตก
               ไขความ เพลง บทนี้กล่าวถึงจิตวิทยาวัยรุ่นอีกบทหนึ่ง พูดถึงอารมณ์ว้าเหว่ของเด็กสาวคราว มีประจำเดือน ไข่ในมดลูกกำลังสุกจวนหล่นเต็มอยู่ในมดลูก (ในเลขี้ผึ้ง) เมื่อเด็กมีความรูสึกทางเพศเต็มที่เพราะต่อมทางเพศกระตุ้น เตือน แต่ยังไม่ถึงคราว เพราะเรามีประเพณีวัฒนธรรมเป็นเครื่องครองใจไม่ให้ทำอะไรตามความต้องการของ อารมณ์เบื้องต่ำ สาวน้อยผู้นี้จึงได้แต่ถวิลอยู่ในใจตามธรรมชาติของสัตว์โลกที่เจริญแล้ว
               วิจารณ์ การแสดงออกอันเกี่ยวกับเรื่องเพศ คนไทยยังถือกันว่าเป็นเรื่องน่าบัดสีไม่ควรกล่าวถึงทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านี้คือความจริงที่ทุกคนควรรู้ควรเข้าใจและเป็นส่วนสำคัญส่วน หนึ่งของชีวิตทางโลก ดังนั้นกวีไทยที่แสดงบทอัศจรรย์ก็ดี นักแต่งเพลงกล่อมเด็กชาวใต้ ก็ดี ต้องแสดงออกอย่างแนบเนียนโดยโวหาร ยกเอาสิ่งอื่นมาพูดแทนเทียบเคียง ผู้อ่านผู้ฟังต้องเข้าใจเอาเอง อันนี้เป็นวรรณศิลป์ที่ทุกคนจะเข้าใจและซาบ ซึ้งไม่เท่ากัน
 
             
 เพลงรักนุช
                         รักนุชเหอ                          สิ้นสุดพี่รักเจ้าหนักหนา
                         เหมือนเจ้าอุณรุทธ์รักอุษา      นางสีดารักพระรามไม่คลายใจ
                         พระศรีสุธนทรงศักดิ์รักโนรา   เหมือนตัวของข้ารักเจ้าหน้าใย
                         ทำปรือนางเนื้อเย็นจะเห็นใจ  หกใสว่าพี่รักคนเอิน
                       
                         ศัพท์ ทำปรือ = ทำอย่างไร        หกใส่ = ใส่ความ
                                 คนเอิน = คนอื่น
             
              วิจารณ์ เพลง บทนี้มีกวีโวหารลักษณะกล่าวรำพันรักอย่างผู้มีภูมิ โดยนำเอาความรักของตัว ละครเรื่องเอก ๆ มาอ้าง ลักษณะเช่นนี้หาอ่านได้แต่เฉพาะในวรรณคดีเรื่องเด่น ๆ เท่านั้น   อีกสิ่งหนึ่งที่เพลงบทนี้สะท้อนถึง คือแสดงว่าผู้แต่งเพลงกล่อมเด็กปักษ์ใต้สนใจงานของกวีและมีอารมณ์ กวี เพลงกล่อมเด็กเกือบทุกบทจึงเจือลงด้วยอารมณ์และงามด้วยความคิดควรแก่การ ศึกษา
 
               เพลงนางแม่
                         นางแม่เหอ                        ที่เลี้ยงโลกมารักษายาก
                         พอโลกตกฟาก                   บนควายเขาทอง
                         เดือนเสเดือนห้า                  โนรามาแก้เมลยน้อง
                         บนควายเขาทอง                 ให้ช่วยชีวิตโลก
               ศัพท์ เดือนเส= เดือนสี่                  แก้เมลย = แก้บน
               วิจารณ์ เพลงกล่อมเด็กบทนี้มีคุณค่าหลายด้านคือ
                ๑. สะท้อนให้เห็นถึงภูมิธรรม คือชี้ให้เห็นความยากลำบากของแม่ที่เลี้ยงลูก และให้เห็นว่าแม่รักและห่วงลูกเพียงใด
                ๒. สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องความเชื่อทางไสยศาสตร์ มีการนับถือทวยเทพ และต้องมีการบวงสรวง อันแสดงว่าความเชื่อตามแบบศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลต่อ ความรู้สึกนึกคิดของชาวปักษ์ใต้
                  ๓. สะท้อนให้เห็นว่าในระหว่างเดือนสี่เดือนห้านั้นเป็นเทศกาลที่ชาวใต้นิยมจัด งานแก้บน และในงานแก้บนนั้นนิยมรับโนรามาเล่นฉลอง การบนบานก็จะให้ของมีค่า หายากเป็นเครื่องพลีแก้บน เช่น วัวหรือควายเขาทอง ( เมื่อแก้จริงก็จัดฆ่าวัวควายธรรมดาแต่เอาแหวนหรือกำไลทองมาสวมเขา เอาเคล็ดเท่านั้น )
 
 
                    สรุปประโยชน์ที่ได้จากเพลงกล่อมเด็ก
                ๑. เพลงกล่อมเด็กเป็นเหมือนกระจกเงาสะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมใน แง่ต่าง ๆ เช่น ความเชื่อ ความคิดเห็น ภูมิปัญญา ภูมิธรรม
                ๒. เพลงกล่อมเด็กสะท้อนให้เห็นประเพณีวัฒนธรรม อันเป็นเครื่องปรุงแต่งสังคม และเห็นสภาพความเจริญทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ ซึ่งมักแทรกปนอยู่ในถ้วยคำที่นำมาเปรียบเทียบ
                ๓. เพลงกล่อมเด็กให้ความรู้เรื่องศัพท์ภาษา ได้รู้ศัพท์ สำนวนตลอดจนวิธีแสดงความคิดออกมาอย่างมีศิลปะ เช่น การสร้างบรรยากาศ การใช้โวหารให้เห็นง่าย ให้ฟังได้รสทางภาษา
                ๔. ให้เกร็ดความรู้ในด้านต่าง ๆ เช่น เกร็ดความรู้ทางด้านวรรณคดี ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การปกครองและครอบครัว
                ๕. เพลงกล่อมเด็กเป็นเครื่องอบรมสั่งสอนไปในตัว เพราะมีคติธรรมคติโลกปนอยู่ทุกบท
                ๖. เพลงกล่อมเด็กทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เป็นอาหารใจแก่ผู้ฟัง ผู้ชม และผู้สนใจ
                ๗. การศึกษาบทกล่อมเด็กในแง่ของวรรณศิลป์ ทำให้ซาบซึ้งได้ง่ายกว่า เพราะใช้คำง่าย การศึกษาเพลงกล่อมเด็กจึงเป็นการปูพื้นด้านวรรณคดีเพื่อ ศึกษาในขั้นต่อไป



ขอบ คุณ : department.utcc.ac.th

LikePost โดย 0 สมาชิก :


 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 
ร่วมขับเคลื่อนโดย